|
ขายเครื่องดื่ม โอชายะเป็นเคาเตอร์ ดำเนินการจัดชงชา ซึ่งจะมีการฝึกหัดสอนให้
สาขาเดอะไนน์ พระราม 9 (เลยสี่แยกจัดโก้ ศรีนครินทร์ ด้านหลัง ม.เกษมบัณฑิต) |
-
เรื่องล่าสุด
หมวดหมู่
ลิงก์แนะนำ
ความเห็นล่าสุด
ป้ายกำกับ
|
ขายเครื่องดื่ม โอชายะเป็นเคาเตอร์ ดำเนินการจัดชงชา ซึ่งจะมีการฝึกหัดสอนให้
สาขาเดอะไนน์ พระราม 9 (เลยสี่แยกจัดโก้ ศรีนครินทร์ ด้านหลัง ม.เกษมบัณฑิต) |
การสัมภาษณ์งาน
1. คำถามทั่วไปที่ผู้สัมภาษณ์นิยมใช้
- ทำไมคุณคิดว่าคุณจะรู้สึกพอใจ เมื่อได้ทำงานในตำแหน่งนี้
ควร ตอบว่าเป็นงานที่มีความก้าวหน้า เป็นงานที่ทำได้ทำในสิ่งที่เรียนมา เป็นงานที่ชอบมานาน กิจการดีมีความมั่นคง ได้ยินว่ากิจการมีชื่อเสียงที่สุดด้านนี้หรืออยากทำงานในกิจการเล็ก ๆ ที่อบอุ่น มีโอกาสเรียนรู้งานได้มาก
- เคยมีประสบการณ์งานด้านนี้หรือไม่ มีหรือไม่มีประสบการณ์ก็ให้ตอบตามความเป็นจริง หากผู้สมัครงานเคยมีประสบการณ์มาก่อนก็จะเป็นประโยชน์กับตัวผู้สมัครงานเอง หากไม่มีก็ควรบอกว่ามีประสบการณ์อื่นที่ใกล้เคียงหรือเคยฝึกงานมา หรือเคยทำงานแบบนี้กรณีไม่มีประสบการณ์ใด ๆ เลยก็ควรบอกไปตรง ๆ และพร้อมที่จะเรียนรู้เพราะมีใจชอบงานลักษณะนี้
- ใช้คอมพิวเตอร์ หรือพูด อ่าน เขียน ภาษาอังกฤษได้หรือไม่
ทำได้หรือไม่ควรตอบไปตามความจริง หากไม่ได้ควรตอบว่ากำลังจะไปเรียนรู้เพิ่มเติม เพราะรู้ว่าจำเป็นและมีประโยชน์ในการทำงานมาก
- ทำไมจึงออกจากงานเดิมที่ทำอยู่ หรือทำไมจึงคิดเปลี่ยนงาน
ไม่ ควรตำหนิที่ทำงานเดิม แม้จะทราบว่าที่ทำงานเดิมเป็นคู่แข่งที่สำคัญที่ทำงานใหม่ที่กำลังสมัครงาน เพราะจะถูกมองในแง่ลบ ควรตอบว่าไม่ชอบบรรยากาศหรือวิธีการทำงานแบบธุรกิจ หรืออะไรที่กว้าง ๆ และเน้นว่า คิดว่าที่ทำงานใหม่จะให้โอกาสและประสบการณ์ที่ดีกว่า หรือต้องทำงานที่ท้าทายกว่า
- สิ่งที่เรียนมาไม่ตรงกับงานที่ทำ และจะทำงานได้อย่างไร
ควรยอมรับความจริงว่าใช่ ไม่ตรงจริง ๆ แต่ผู้สมัครงานมีความสนใจในงานลักษณ์นี้มากกว่างานที่ตรงกับความรู้ที่เรียนมาจริง ๆ
- อยากจะถามอะไรเกี่ยวกับบริษัทบ้างไหม ไม่ควรตอบว่าไม่มี
แต่ ควรถามเกี่ยวกับความรับผิดชอบในงานที่ผู้สมัครงานต้องทำ หรือถามเกี่ยวกับบริษัท ให้เห็นว่าผู้สมัครงานมีความสนใจในกิจการของบริษัท หรือถามเกี่ยวกับสวัสดิการ โครงการฝึกอบรมของบริษัท เพื่อให้เห็นว่าผู้สมัครงานมีความต้องการ มีจุดประสงค์ใดบ้างในอนาคต
- ต้องการเงินเดือนเท่าไร ไม่ควรตอบว่าไม่รู้ แต่ควรตอบว่าไม่
ต่ำ กว่าเท่าไร โดยสอบถามอัตราเงินเดือนของพนักงานระดับนี้ จากคนรู้จักหรือกิจการใกล้เคียงหรือเพื่อนฝูง ผู้สมัครงานควรต้องรู้ว่าตัวเองต้องได้เงินเดือนเท่าไรจึงจะสามารถดำรงชีพ ได้และมีเงินเหลือเก็บบ้าง หากไม่รู้จริง ๆ ว่าตนเองต้องการเงินเดือนเท่าไรจึงจะเหมาะสม ควรตอบว่าแล้วบริษัทจะเห็นสมควรขอให้ดูความสามารถก่อน จะพยายามทำงานอย่างเต็มความสามารถ
กรณีไม่เข้าใจคำถาม ควรบอกผู้สัมภาษณ์ไปตรง ๆ ให้ถามคำถามใหม่อีกครั้ง และหลังจาการสัมภาษณ์แล้ว ควรมีการติดตามข่าวว่าได้งานหรือไม่แม่บริษัทจะบอกว่าจะติดต่อกลับมาเอง เพื่อแสดงความสนใจจริงที่ต้องการจะทำงานบริษัทนั้น ๆ
2. ข้อที่ควรปฏิบัติในการเข้ารับการสัมภาษณ์
- ศึกษารายละเอียดของบริษัทก่อนเข้ารับการสัมภาษณ์เพื่อจะได้มีเรื่องสนทนาขณะสัมภาษณ์และเป็นการแสดงความสนใจที่มีต่อบริษัท
- ไปรับการสัมภาษณ์ตรงตามเวลา โดยไปก่อนเวลาอย่างน้อย 10 นาที หากไปช้าหรือไปไม่ได้ต้องรีบโทรศัพท์เพื่อขอเลื่อนนัดการสัมภาษณ์ออกไป
- นั่งรออย่างเรียบร้อย ไม่ควรเดินไปเดินมาหรือส่งเสียงดัง
- ควรยิ้มให้ผู้สัมภาษณ์ ขณะเริ่มทักทายและกล่าวคำว่า “ สวัสดี ”
- ควรถามผู้สัมภาษณ์ เกี่ยวกับงานที่จะให้ทำว่าจะให้ทำอะไร ทำที่ไหน ถ้าไม่มีคำถามเลยผู้สัมภาษณ์อาจคิดว่าผู้สัมภาษณ์ไม่มีความสนใจในงานที่จะ สมัคร แต่ไม่ควรถามมากจนผู้สัมภาษณ์รำคาญ
- พูดให้ชัดเจนมีความเป็นธรรมชาติ และด้วยความมั่นใจ
- ใช้กริยา วาจาสุภาพขณะตอบคำถาม ผู้สัมภาษณ์อาจใช้วิธีแหย่ให้โกรธ หรือใช้คำพูดดูถูก เพื่อดูอารมณ์ของผู้สมัครงานขณะที่โมโห หรือไม่พอใจ ดังนั้นผู้สมัครงานต้องเตรียมตัวรับสถานการณ์ไว้ล่วงหน้า
- แต่งกายให้สุภาพเรียบร้อย ไม่พับแขนเสื้อทั้งแขนยาวและแขนสั้น
- ควรตัดผมสั้นไม่ปล่อยไว้จนยาว และโกนหนวดให้เรียบร้อย (สำหรับผู้ชาย)
- ควรใส่รองเท้าให้เรียบร้อย และไม่ควรใส่รองเท้ากีฬา รองเท้าสานหรือรองเท้าแตะ ไม่ควรใส่ถุงเท้าสีสด ๆ หรือสีที่เป็นจุดเด่น
- ควรมองหน้าผู้สัมภาษณ์ ไม่ควรหลบตาและนั่งตาลอย มองนอกหน้าต่าง มองโต๊ะหรือแสดงอาการขวยเขิน
- ถ้าจะไอควรใช้ผ้าเช็ดหน้าปิดปาก และกล่าวคำขอโทษ ขณะสัมภาษณ์ ไม่ควรนั่งไขว่ห้าง
- ถ้าประตูห้องปิดควรเคาะประตูก่อนเข้าห้อง และกล่าวขออนุญาตนอกจากนั้นต้องระวังอย่าลากเก้าอี้ให้มีเสียงดัง
- คำถามที่ควรถามผู้สัมภาษณ์คือ ถามว่าในสายตาของผู้สัมภาษณ์เราเป็นอย่างไรมีจุดอ่อนที่จะต้องแก้ไขอย่างไร บ้าง เพราะการทำเช่นนี้จะเป็นประโยชน์แก่ผู้สมัครงานในครั้งต่อไป
หลัง จาการสัมภาษณ์แลัว สิ่งที่ผู้สัมภาษณ์จะใช้พิจารณาผู้สมัครงานจะพิจารณาจากสิ่งต่อไปนี้ คือ ความประทับใจครั้งแรก ความฉลาด มีไหวพริบ ความคิดริเริ่ม ความกระตือรือร้น ความขยันหมั่นเพียร ความสามารถในการสื่อข้อความ และมีจุดมุ่งหมายของชีวิต
หวังว่าหลังจากที่ได้ทราบถึงวิธีการเลือกงานให้เหมาะสมกับตนเองแล้ว การเตรียมตัวสมัครงาน วิธีการสมัครงาน การสัมภาษณ์งาน คำถามและข้อปฏิบัติในการเข้ารับการสัมภาษณ์งานแล้ว จะสามารถช่วยทำให้ทุกท่านประสบความสำเร็จในการสมัครงานและสัมภาษณ์งานทุก ท่านน่ะค่ะ
ที่มา : สำนักงานจัดหางาน
ทุกบริษัท จะมีใบสมัครงานของแต่ละบริษัท อาจจะเหมือนกันหรือแตกต่างกันบ้างแต่ไม่มากนักต่อ ไปนี้เป็นวิธีกรอกใบสมัครอย่างไรให้เป็นที่สนใจที่จะได้รับการคัดเลือกให้ มาทดสอบข้อเขียนหรือสอบ สัมภาษณ์
1. อ่านใบสมัครงาน
ก่อนที่จะกรอกใบสมัครควรที่จะอ่านใบสมัครงานให้จบเสียก่อน เพราะจะได้กรอกข้อมูลไม่ผิด พลาดอ่านให้เข้าใจแล้วค่อยๆกรอก ไม่ควรให้ใบสมัครงานมีรอยลบขูดขีดใบสมัครงานจำนวนมากที่ไม่ ผ่านการคัดเลือกเพราะสกปรก มีร่องรอยการแก้ไขมีการลบข้อความไม่ควรใช้น้ำยาป้ายลบคำผิดมากๆจน น่าเกลียด ขอแนะนำว่าถ้าคุณกรอกใบสมัครผิดควรขอใบสมัครงานชุดใหม่มากรอกน่าจะเป็นผลดี ต่อตัว คุณเองมากกว่า
2.การเขียน
ต้องเขียนให้สวยงามชัดเจนและต้องอ่านง่าย การพิจารณารับพนักงานบางตำแหน่งเรื่องลายมือมี ผลต่อการรับหรือไม่รับพนักงานเข้าทำงานเป็นอย่างมาก การดูลายมือสามารถบอกได้ว่าคุณมีความสนใจ ในงานมากน้อยขนาดไหนคุณใส่ใจหรือเปล่า ลายมือสามารถบ่งบอกอะไรหลายๆอย่างเกี่ยวกับตัวผู้สมัคร ได้เป็นอย่างมาก ใบสมัครของคุณจะผ่านการคัดเลือกหรือไม่ก็อยู่ที่ลายมือเป็นสำคัญ
3. ข้อมูล ต้องกรอกข้อมูลทุกบรรทัดให้ละเอียดเท่าที่จะทำได้ เพราะข้อมูลทุกอย่างมีผลต่อการตัดสินใจใน การคัดเลือก
4. ปิดจุดอ่อนของตัวเอง ไม่ ควรกรอกข้อมูลที่เป็นจุดอ่อนของตัวคุณเอง เช่นในกรณีที่เกรดคุณน้อยต่ำกว่า 2.5 ถ้าไม่จำเป็น คุณไม่ต้องใส่ลงไป เพราะเขาสามารถเห็นได้ที่ Transcript ของคุณอยู่ดี ฉะนั้นคุณต้องเตรียมคำ ตอบมาตอบด้วยว่าทำไมเกรดถึงน้อย เช่น ควรตอบว่าคุณทำกิจกรรมตลอดเวลาในขณะที่เรียนคุณทำงาน ไปด้วยเรียนไปด้วย
5. เน้นความจริง ต้องกรอก ข้อมูลตามความเป็นจริง คุณอย่าลืมว่าผู้ที่ทำการสัมภาษณ์คุณเป็นผู้ที่มีความรู้ความ สามารถมีประสบการณ์มากกว่าคุณแน่นอน เขาสามารถทราบได้ทันทีว่าคุณโกหกเขาหรือเปล่า
6. . ตำแหน่งที่ต้องการ ควรระบุตำแหน่งที่ต้องการสมัครให้ชัดเจน เพราะถ้าคุณไม่ระบุลงไปเจ้าหน้าที่ผู้รับสมัครก็ไม่ทราบ ว่าจะจำแนกคุณลงในตำแหน่งไหนสุดท้ายใบสมัครของคุณโดนคัดออกแน่ๆ
7. เงินเดือนที่ต้องการ การระบุเงินเดือนที่ต้องการ ในกรณีที่คุณยังไม่มีประสบการณ์ในการทำงานขอแนะนำว่าให้กรอก คำว่า ”ตามโครงสร้างของบริษัท” ส่วนคนที่มีประสบการณ์ในการทำงานแล้วนั้นคุณควรศึกษาอัตราค่าจ้าง ตามตลาดแรงงานโดยทั่วไปเพื่อเป็นข้อมูลเปรียบเทียบเรื่องเงินเดือน หรือผลตอบแทนถือว่าเป็นส่วนที่สำ คัญในการพิจารณากันทั้งฝ่ายนายจ้างและลูกจ้าง ผลตอบแทนที่คุณรับได้ต้องมีความเหมาะสมคุณถึงจะมี ความสุขในการทำงานซึ่งคงต้องขึ้นอยู่กับความสามารถของตนเอง ในบริษัทที่มีมาตรฐานเขาจะมีโครง สร้างในเรื่องการบริหารค่าจ้างที่ชัดเจนอยู่แล้วเช่นจบปริญญาตรีสาขานี้ไม่ มีประสบการณ์อัตราเงินเดือน เท่านี้ ประสบการณ์หนึ่งปีเท่านี้ สองปีเท่านี้ สามปีเท่านี้คงไม่ได้ขึ้นอยู่กับอัตราเงินเดือนที่คุณระบุลงไปอย่างเดียว
8. ความละเอียดรอบคอบ การให้ข้อมูลที่ผิดพลาดในใบสมัครทำให้เสียโอกาสที่จะได้ทำงาน จึงต้องระมัดระวังทำความเข้าใจคำสั่งก่อน โดยทั่วไปเมื่อได้แบบฟอร์มมามักจะกรอกข้อมูลไปทันที ตั้งแต่ช่องแรกของหน้าแรก โดยไม่ได้ดูแบบฟอร์มนั้น ให้หมดเสียก่อน ใบสมัครบางแห่ง มีข้อความระบุไว้ในตอนต้นใบสมัครว่า หากใช้ภาษาอังกฤษได้ขอให้เขียน ด้วยภาษาอังกฤษแทน ก็มักพบเสมอว่ามีเขียนด้วยภาษาไทยไปก่อน เมื่ออ่านเจอคำสั่งจึงขีดฆ่าภาษาไทยและ เขียนภาษาอังกฤษแทน ในช่องประวัติการศึกษา หรือประวัติการทำงาน ก็เป็นอีกตอนหนึ่งซึ่งผู้สมัครที่ขาด ความละเอียดในการทำความเข้าใจคำส่งจะทำผิดเสมอ บางบริษัทกำหนดว่าให้เริ่มจากหลังสุดก่อน ถ้าเป็น การศึกษาก็คือเริ่มจากสถานศึกษาล่าสุดก่อน แล้วย้อนขึ้นไปตามลำดับจนกระทั่งถึงแห่งแรก บางบริษัทกำหนดให้เริ่มจากแห่งแรกมาจนถึงปัจจุบันหรือล่าสุดเมื่อกรอกข้อมูล เสร็จแล้วขอให้ตรวจสอบความถูกต้องอีกครั้ง แม้ว่าจะมีความผิดพลาดในการกรอกใบสมัคร แต่ถ้าตรวจดี ๆ ก็จะพบและแก้ไขได้ก่อนที่จะส่งใบสมัคร พยายามให้ข้อมูลให้มากที่สุดค่ะ
ดังนั้นอยากให้ผู้สมัครงานควรนำไปใช้ปฎิบัติดู เพราะเป็นประโยชนอย่างมาก ขอให้โชคดีในการสมัครงานนะคะ
Jobfinal Team
คงมีหลายครั้งที่คุณนึก อยากเปลี่ยนงาน ไม่ว่าด้วยเหตุผลใดก็ตาม หากแต่การหางานที่ดีกว่าเดิม งานที่คุณทำแล้วมีความสุข หรืองานที่เหมาะกับคุณจริง ๆ นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะยากจนเกินไป แค่ว่าต้องมีการเตรียมพร้อมกันเล็กน้อยก่อนจะเริ่มหางานใหม่ที่คุณต้องการ
หากคุณกำลังคิดถึงเรื่องการเปลี่ยนงานอยู่ละก็ คุณควรแจกแจงดูก่อนว่าคุณมีปัญหาอะไรบ้างกับงานที่ทำอยู่ในปัจจุบัน และควรดูให้มั่นใจว่าปัญหาเหล่านั้นคุณไม่สามาถที่จะแก้ไขได้จริง ๆ
ก่อนที่จะตัดสินใจลาออก คุยกับเจ้านายดูก่อน นั่นก็เพราะว่า บริษัทที่มีความก้าวหน้ามักรู้ดีว่าพนักงานที่มีความมุงมั่นในชีวิตนั้น สำคัญอย่างยิ่งต่อความสำเร็จของบริษัท ซึ่งหมายถึงว่า เจ้านายของคุณอาจจะยอมอ่อนข้อมางอนง้อให้คุณอยู่ทำงานที่เดิมต่อไป หากว่าเขารู้ความต้องการที่แท้จริงของคุณ
อย่างไรก็ตาม หากไม่มีหนทางไหนที่จะทำให้คุณรู้สึกมีความสุขกับการทำงานที่นั่นแล้วละก็ คงถึงเวลาที่คุณจะมองหางานใหม่ และนี่คือ กลเม็ด 8 ข้อ ซึ่งจะช่วยให้การเปลี่ยนงานของคุณราบรื่น เหมือนกับโรยด้วยกลีบกุหลาบ
1. รู้ว่าตัวเองต้องการอะไร
วิเคราะห์เจาะลึกถึงความรู้ความสามารถ และทักษะทุกอย่างที่ตัวเองมี จากประสบการณ์การทำงานที่ผ่าน ๆ มา เรื่องนี้นับว่าสำคัญมาก เพราะมันจะทำให้คุณรู้ว่างานแบบไหนที่จะเหมาะกับความเป็นคุณมากที่สุด เมื่อรู้แล้วก็คิดดูอีกทีว่า ทักษะไหนที่คุณมี และสามารถนำไปใช้ในงานใหม่ได้บ้าง หาจุดอ่อนจุดแข็งของตัวเอง
ทีนี้คุณจะได้รู้ว่าหน้าที่ความรับผิดชอบแบบไหนกันแน่ที่ทำแล้วจะมีความสุขที่สุด
2. เตรียมใจกับเงินเดือนที่ (อาจจะ) ลดลง
บางครั้งการได้งานใหม่ที่จ่ายงามกว่าเดิมไม่ได้หมายความว่ามันจะทำให้ คุณมีความสุขจริง ๆ เพราะมันอาจจะเป็นงานที่คุณไม่ได้รักที่จะทำสักเท่าไหร่
หากคุณเป็นหนึ่งในประเด็นที่เรากล่าวถึง เตรียมใจไว้กับการที่อาจจะต้องรับเงินเดือนต่ำลงกว่าเดิม หากงานที่คุณอยากทำจริง ๆ ไม่ได้ทำรายได้ดีนัก
ลองมองในอีกแง่ว่า การที่คุณมีความสุขกับการทำงานมีคุณค่ากว่าเงินทองเป็นไหน ๆ และยิ่งคุณมีความสุขเท่าไหร่ โอกาสที่จะประสบความสำเร็จในงาน ก็จะมีมากเท่านั้น ..แล้วอย่างนี้ เงินทองที่ว่าจะไปไหนเสีย
3. หาข้อมูลของสายงานที่คุณสนใจ
สมัยนี้แหล่งข้อมูลนั้นมีมากมายทั้งนิตยสาร, หนังสือพิมพ์ แถมด้วยอินเทอร์เน็ต ที่จะช่วยให้คุณได้รู้รายละเอียดของสายงานที่สนใจ ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็เพื่อให้แน่ใจว่า งานที่คุณคิดว่าเหมาะกับคุณนั้น เป็นงานที่ใช่จริง ๆ หรือเปล่า
4. สร้างสายสัมพันธ์ในสายงาน
ลองนึกดูสิว่าในสายงานที่คุณสนใจ มีใครที่คุณเข้าไปคุยด้วยได้บ้าง เพื่อน, ญาติพี่น้อง, หรือคนที่เคยรู้จักจากหน้าที่การงาน ฯลฯ หาโอกาสไปพูดคุยกับคนเหล่านี้ ถามพวกเขาถึงความรู้ความสามารถที่ต้องมีในสายงาน หากไม่รู้จักใครเลย การเข้าร่วมในชมรม, สมาคม หรือแม้กระทั่งเว็บบอร์ดของคนในสายงานนั้น ๆ ก็เป็นไอเดียที่ดีที่อาจทำให้คุณได้พบปะสนิทสนมกับคนในแวดวง อย่างน้อย ๆ ก็เพื่อให้มีแบ็คกราวน์ติดตัวพอน่าเชื่อถือ
5. หาทางเชื่อมสัมพันธ์กับบริษัทในฝัน
แม้ว่างานที่คุณสนใจอาจจะยังไม่ได้เปิดรับสมัคร ก็ไม่เสียหลาย หากคุณจะเริ่มทำความรู้จักกับบริษัทที่คุณหมายตาไว้ก่อน อาจจะด้วยวิธีเข้าไป สอบถามข้อมูลเกี่ยวกับตำแหน่งงานที่คุณสนใจ หรือกิจการของบริษัทนั้น ๆ เพื่อที่ว่าเมื่อถึงยามที่คุณมาสมัครงานนั้น ๆ เข้าจริง ๆ พวกเขาจะรู้สึกคุ้นเคยกับคุณ และเชื่อมั่นว่าคุณสนใจในงานนั้นจริง ๆ และนั่นจะทำให้คุณมีภาษีดีกว่าผู้สมัครรายอื่น ๆ
6. สมัครเข้าทำงานในตำแหน่งพนักงานชั่วคราว หรือขอฝึกงานฟรี ๆ ไปเลย
วิธีนี้จะทำให้คุณได้สัมผัสกับงานหลากหลายรูปแบบ รวมถึงได้เรียนรู้ถึงการทำงานในองค์กรที่แตกต่างกันทั้งสไตล์การทำงาน, ขนาดของบริษัท และบรรยากาศในที่ทำงาน ซึ่งจะทำให้คุณรู้ได้ในทันทีว่างานแบบไหนที่เหมาะกับคุณ ก่อนที่จะถลำตัวเข้าไปเซ็นสัญญาทำงานแบบจริง ๆ จัง ๆ
7. สร้างเสริมในส่วนที่ขาด
ถามตัวเองดูอีกทีว่า มีสิ่งไหนที่คุณยังขาดสำหรับการทำงานในสายงานที่ชอบ หาวิธีชดเชยแก้ไขหากคุณคิดว่ามันจำเป็นจริง ๆ อาจจะด้วยการเรียนเพิ่มเติมในคอร์สเร่งรัดสั้น ๆ หรือฝึกฝนด้วยตนเองหากทำได้
8. เน้นจุดเด่นให้ต้องตากรรมการ
หากคุณรู้ว่าทักษะไหนในงานที่เจ้านายใหม่ของคุณมองหาอยู่ และเป็นสิ่งที่คุณมีอยู่แล้วละก็ เน้นตรงจุดนั้นในจดหมายสมัครงานไปเลย
การที่คุณไม่มีประสบการณ์ในสายงานนั้น ๆ ไม่ได้หมายความว่าคุณไม่มีคุณสมบัติในการทำงานดังกล่าว ใครจะรู้ คุณสมบัติที่คุณมีในงานเดิม อาจจะช่วยเสริมส่งให้ทำงานใหม่ได้ดียิ่งขึ้นก็ได้
ดังนั้น ..ไม่ว่าคุณจะมีทักษะอะไร อย่าละเลยเพราะเห็นว่าไม่สำคัญ หรือไม่เกี่ยวกับสายงานเป็นอันขาด
ยังมีงานอีกมากมายรอคุณอยู่ข้างนอก เพียงแต่คุณต้องตั้งความหวังในสิ่งที่เป็นไปได้ และเชื่อว่าคุณจะทำได้จริง ๆ จำไว้ว่าคนเรามีทักษะ และพรสวรรค์ไม่เหมือนกัน ดังนั้นอย่าตัดสินใจเลือกสายงานตามคนอื่น ..แต่จงเลือกในสิ่งที่คุณเป็น แล้วคุณจะได้งานที่เหมาะกับคุณจริง ๆ